นาสาร สมัยหลังกึ่งพุทธกาล

 
 

สถานีรถไฟ "นาสาร" เป็นสถานีเล็ก ๆ
ลงจากสถานีรถไฟ  ก็มีวงเวียน มีหอนาฬิกาอยู่ตรงกลางเหมือนบ้านโป่ง

ข้างใต้หอนาฬิกามีอุปกรณ์ดับเพลิง  และข้างใต้วงเวียนเป็นที่เก็บน้ำสำหรับดับเพลิง

( เข้าใจว่าเป็นแบบของช่างชาวอังกฤษที่สร้างทางรถไฟสายใต้   
มีการสร้างหอนาฬิการูปแบบคล้ายกันนี้ในที่อื่น ๆ ด้วย  เช่น
ที่ อ
.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี  และในจังหวัดชายแดนภาคใต้ )

 

วันนั้น  พ่อมารอรับพวกเรา   ให้เรานั่งซ้อนท้ายจักรยานเข้าสวน
พ่อขี่จักรยานออกจากตัวตลาดไปพักใหญ่ ๆ ก็ผ่านสุสานชาวจีน แล้วแยกทางซ้ายมือ
ไปอีกหน่อยเดียวก็เจอลำธารสายแรก
แล้วขึ้นควนลงควน ขึ้นควนลงควน( ควน – คือเนินเขา )
เจอลำธารสายที่สอง มีสะพานไม้
นั่นไงบ้านเรา

พ่อชี้ไปบนเนินขวามือจากที่อยู่บนสะพานข้ามลำธารนั้น
ลำธารนั้น ที่เรียกกันว่าคลองงอนต่อ ๆ กันมา….
นั่นคือความทรงจำ วันแรกที่นาสาร วันใดวันหนึ่งเมื่อ พ.. 2503

 

สวนยางของพ่ออยู่ห่างจากตลาดประมาณ 3 กิโลเมตร

มีลำธารไหลผ่าน  พวกพี่ ๆ เรียกลำธารนี้ว่า " คลองงอน "

ชื่อของลำธารสายนี้ไม่น่าจะเป็นภาษาถิ่นนาสาร คนปักษ์ใต้
แต่เป็นภาษาคนภาคกลาง สำเนียงคนบ้านโป่ง ที่มาตั้งรกราก หักร้างถางพงเพื่อทำสวนยางพารา
พื้นที่ทั่วไปในตอนนั้นยังเป็นป่า มีลิง มีไก่ป่า มีปลาในลำธาร มีชะนีส่งเสียงดังก้อง
มีเสือปลา มีอีเห็น มีเลียงผาให้เห็นไกล ๆ มีงูเหลือม มีกระรอกกระแต
มีเก้ง มีนกมากมาย มีคนเจอเสือด้วย 

ภาคใต้ในตอนนั้น ขึ้นชื่อมากก็ในเรื่องยางพาราและไข้มาเลเรีย
เงาะโรงเรียนยังไม่มีชื่อเสียงในตอนนั้น 

เงาะทั่วไปที่มีก็เป็นพันธุ์พื้นเมือง เนื้อไม่กรอบเม็ดไม่ล่อน
ทุเรียนก็มีแต่พันธุ์พื้นเมืองต้นสูงใหญ่เนื้อน้อยเม็ดใหญ่
และแน่นอน มีสะตอ ลูกเนียง  มีหนังตะลุง มโนราห์ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ
เช่นเดียวกันกับ สำเนียงภาษาของคนที่นั่น
รถไฟแล่นสวนกันยังคุยกันรู้เรื่อง
ไน๊ ? “ คนในขบวนแรกถาม
ล๊าด ! “ คนในอีกขบวนหนึ่งตอบ
ห้วน ๆ สั้น ๆ ได้ใจความ  ไม่ต้องพูดยืด ๆ ยาว ๆ 

 

 

 

นาสาร เป็นตำบลอยู่ในอำเภอบ้านนาสาร  จังหวัดสุราษฎร์ธานี

อยู่ในพื้นดินตอนกลางส่วนที่กว้างที่สุดของภาคใต้ของไทย

เป็นพื้นที่ป่าตอนในของแผ่นดินแหลมทอง – มาแต่โบราณ

จนกระทั่งเมื่อมีการสร้างทางรถไฟสายใต้ตัดผ่านตรงเข้าไปในสมัยรัชกาลที่ 5

จึงเป็นการเปิดพื้นที่บริเวณนี้

แล้ว ฝรั่งต่างชาติ  ชาวจีน  และผู้คนจากที่อื่นๆ ก็เริ่มเคลื่อนย้ายเข้ามา

ทำป่าไม้  ทำเหมืองแร่  ทำสวนยางพารา  เป็นต้น

 

สภาพทั่วไปของนาสาร ในช่วง พ.ศ.2503 ที่ครอบครัวของเรา นายมอญย้ายเข้าไปนั้น

ชุมชนตลาดนาสารอยู่ใกล้สถานีรถไฟ  เป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอบ้านนาสาร 

มีสถานีตำรวจภูธร  นาสารมีสถานะเป็นเทศบาลตำบลแล้วในตอนนั้น

มีโรงเลื่อยจักรตั้งอยู่ริมคลองฉวาง  ใกล้สะพานรถไฟตรงที่ข้ามคลองฉวาง 
เห็นซุงล่องมาตามคลองฉวางก็มี  และเห็นรถบรรทุกซุงก็มีมาก

การใช้ไม้ที่เห็นมาก  คือใช้ทำหมอนรองรับรางรถไฟ 
และเป็นฟืนในหัวรถจักรไอน้ำลากขบวนรถไฟ

มีชาวบ้านเลี้ยงวัวเป็นฝูงๆ อยู่ทั่วไป

 

แม่และพี่ๆ ของเราเช่าห้องแถวเปิดร้านขายข้าวราดแกง

อยู่ใกล้วงเวียนหอนาฬิกา  หลังสถานีรถไฟ  

รอบวงเวียนหอนาฬิกาเป็นลานโล่งกว้างขวาง

ในตอนเย็นๆ  ก็จะมีเด็กๆ มาเล่น ตี่ครุบ  ตี่จับ  ไม้หึ่ง  พวกผู้ใหญ่ก็เตะตะกร้อวง 
พอค่ำๆ ก็มีแม่ค้าเข็นรถขนมหวาน  จอดเรียงรายขายอยู่ริมถนนหน้าวงเวียน

บางครั้งก็มีหนังกลางแปลงขายยา มาฉาย 

บางครั้งก็มีคณะเล่นกล โชว์งูเห่ากัดกับพังพอน  

 

 

ปี พ..2505  เกิดวาตะภัย หนักที่สุดที่แหลมตะลุมพุก นครศรีธรรมราช
ที่นาสาร ก็ผจญกับพายุแรง และฝนตกหนัก จนน้ำท่วมตลาด   

กระเบื้องมุงหลังคาห้องแถวในตลาดปลิวหลุดเปิดเปิง

ตามป่าเขาและสวน  ต้นไม้ต้นยางล้มระเนระนาด  

ที่โรงเรียนบ้านนาสาร ฝาห้องยุบพังลง 2 ห้อง  โต๊ะเก้าอี้พังเสียหาย  

หลังจากวาตะภัยปี 2505 เป็นต้นมา

ตอนปลายเดือนตุลาคม  ชาวนาสารจะทำบุญใส่บาตรพระสงฆ์กันทุกปี  

 

คดีเขาพระวิหาร  มีการจุดไต้เดินขบวนคัดค้านคำตัดสินของศาลโลก
เราหัดร้องเพลงปลุกใจให้รักชาติ เช่น
ใครราน ใครรุก  ด้าวแดนไทย
ไทยรบจนสุดใจ    ขาดดิ้น
เสียเนื้อเลือดหลั่งไหล  ยอมสละสิ้นแล
เสียชีพไป่เสียสิ้น  ชื่อ  ก้องเกียรติงาม…..
 
(ใครเคยร้องกันบ้างไม๊  เราจำได้แต่เพียงเลาๆ ว่าอยู่ในช่วงประมาณนี้ล่ะ)

พร ภิรมย์  ดังมาก  อยู่ในช่วงนั้น
คุณๆ จำเพลง
ดาวลูกไก่ ได้ไม๊   เคยฟังเคยร้องไม๊ล่ะ

 

ในตลาดนาสาร
มีโรงภาพยนตร์อยู่ 2 โรง  มีโรงหนึ่งเก็บค่าดูรอบละ 50 สตางค์ อยู่หลายปี

มีห้องสมุดประชาชน

งานคัดเลือกทหารสมัยนั้น  มีมหรสพที่สนามข้างที่ว่าการอำเภอหลายวันหลายคืน

ตอนเย็นๆ พวกเด็กๆ และชาวบ้านนิยมไปเล่นกีฬากันที่โรงเรียน ซึ่งมีอยู่ 3 แห่งใกล้ตลาด

 

.. 2506 ประเทศสิงคโปร์เป็นเอกราช
22 พฤศจิกายน 2506 จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ถูกลอบยิงเสียชีวิต

8 ธันวาคม 2506  จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ถึงแก่อสัญกรรม

พลเอก ถนอม กิตติขจร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี( 9 ธ..2506 14 ต..2516 )

13 ธ.. 2507 อาภัสรา หงสกุล เป็นนางสาวไทย 
24 ก.. 2508 อาภัสรา หงสกุล ได้เป็นนางงามจักรวาล ในการประกวดที่ไมอามี รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา
 เป็นนางงามจักรวาลคนแรกของไทย

 

เงาะโรงเรียน

ช่วงหลังวาตะภัย 2505  ประมาณนั่นนะ  ที่เงาะโรงเรียนเริ่ม ดัง
เงาะโรงเรียนต้นแรก  มีมาก่อนหน้านั้นแล้ว

เราไม่เคยเห็นเงาะโรงเรียนต้นแรกนั้น

เราเข้าโรงเรียนนาสารชั้น ป.5 ประมาณ 2508  มีคนชี้ให้ดูต้นเงาะโรงเรียน
อยู่แถวทางเข้าโรงเรียน  มีคนบอกว่าเป็นต้นลูกของต้นแรก
เราจึงไม่รู้  ไม่ทันได้เห็นเงาะโรงเรียนต้นแรก  ต้นที่เป็นต้นกำเนิด

 

ค้นหาในอินเตอร์เนท ก็ได้พบข้อมูลนี้

จาก http://kanchanapisek.or.th/kp8/srt/srt503.html
เงาะโรงเรียน เป็นเงาะที่มีรสชาติอร่อย เนื้อกรอบ หวานหอม และมีปลูกกันมากอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
และมีชื่อเสียงเป็นที่ นิยมของผู้บริโภคก็คือ อำเภอบ้านนาสาร ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของชื่อเงาะโรงเรียน

เงาะโรงเรียนมีประวัติเล่ามาว่า
เมื่อปี พ
.. 2468 มีชาวจีนสัญชาติมาเลเซียชื่อนาย เค วอง มีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองปีนัง ประเทศ มาเลเซีย
ได้เดินทางเข้ามาทำเหมืองแร่ดีบุกที่หมู่บ้านเหมืองแกะ ตำบลนาสาร อำเภอบ้านนาสาร
โดยสร้างบ้านพักเป็นเรือนไม้
2 ชั้น ในที่ดินที่ซื้อจำนวน 18 ไร่ ใกล้ทางรถไฟ ด้านทิศตะวันตก
ได้นำเมล็ดเงาะมาปลูก ข้างบ้านพัก ปรากฎว่ามีเงาะต้นหนึ่งมีผลที่มี ลักษณะต่างไปจากต้นอื่น
คือรูปผลค่อนข้างกลมเนื้อกรอบ หวาน หอม เปลือกบาง

เมื่อนาย เค วอง เลิกล้มกิจการเหมืองแร่ในปี พ.. 2497 ได้ขายที่ดินจำนวน 18 ไร่
พร้อมบ้านดังกล่าวให้แก่กระทรวง ธรรมการ
(กระทรวงศึกษาธิการ) ซึ่งได้ปรับปรุงใช้เป็น
สถานที่เรียนเรียกว่า โรงเรียนนาสาร เงาะที่นาย เค วอง ปลูกไว้ก็ได้ขยายพันธุ์ สู่ประชาชน
โดยใช้ต้นพันธุ์เดิม จึงเรียกว่าเงาะโรงเรียน

ในปี พ.. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จจังหวัดสุราษฎร์ธานี
นายชัช อุตตมางกูร ผู้นำชาวสวนเงาะได้ทูลเกล้าฯ ถวายผลเงาะโรงเรียน
และขอพระราชทาน ชื่อพันธุ์เงาะนี้เสีย
ใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่า
"เงาะโรงเรียนดีอยู่แล้ว"  ตั้งแต่นั้นมาเงาะพันธุ์นี้จึงได้ชื่อว่า "เงาะโรงเรียน" อย่างเป็นทางการ

 

………………………………………………………………

เหมืองแกะในตอนนั้นเป็นเหมืองร้างไปแล้ว

เรามีพี่ชายอยู่คนหนึ่ง  เป็นนักธรรมชาติศึกษาตั้งแต่สมัยนักเรียน
เขาชอบพาพวกเราไปเหมืองแกะ  เจอต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง  มีกระเปาะดักจับแมลง

และพวกเรามักเก็บดินเหนียวมาจากในเหมืองมาทำการฝีมือส่งครู  

ระหว่างทางก็ชอบแวะเล่นน้ำคลองฉวาง 
นอกจากเหมืองแกะแล้ว
จำได้ว่า  บางทีก็มีฝรั่งจากเหมือง ไซมีสทิน
(Siamese Tin) ที่บ้านห้วยมุด มากินข้าวที่ร้าน

พี่ชายเราบางทีก็เข้าไปนั่งพูดคุยด้วย ฝึกภาษาอังกฤษ

 

เรื่องสนุกเรื่องหนึ่ง  คือติดตามการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ถ่ายทอดทางวิทยุ

เงี่ยหูฟังเสียงพากษ์ก็มันสุดๆ แล้ว

ได้ยินชื่อ เปเล่ ผู้โด่งดังแห่งทีมชาติบราซิลตั้งแต่ตอนนั้น

 

ค้นข้อมูลมา :-
ฟุตบอลโลกครั้งที่ 7 : ที่ชิลี พ..2505
บราซิลแชมป์เก่า  ในทีมมีเปเล่  ฉายา ไข่มุกดำ
บราซิล ชนะ เชคโกสโลวาเกีย 3-1
ทำให้พวกเขากลายเป็นชาติที่ 3 ถัดจาก อิตาลี และ อุรุกวัย ที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ 2 สมัย 

ฟุตบอลโลกครั้งที่ 8 : ที่อังกฤษ พ..2509

บราซิลแชมป์เก่าตกรอบแรก  อังกฤษได้เป็นแชมป์ฟุตบอลโลก

……………………………………………………………………………………….

 

พ.ศ.2510 ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 34 ล้านคน

 

ช่วงปิดเทอม ปี 2510 (เราจบ ป.6  จะขึ้น ป.7 )
ครูที่โรงเรียนนาสารพานักเรียนขึ้นรถไฟไปทัศนศึกษา

ตระเวนแข่งฟุตบอลถึง อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร  โดยนอนค้างอ้างแรมกันตามโรงเรียน
ในครั้งนั้น  พวกเราก็ได้แวะไป
"สวนโมกข์"ที่ไชยา ได้ฟังเทศน์จาก พุทธทาสภิกขุ 
ได้ชม
"มหรสพทางวิญญาณ" ได้ฟังเรื่องจิตว่าง ลัทธิเซ็น

เป็นการเดินทางไกลสุดของเรา  นับจากเมื่อครั้งย้ายบ้านมาปักษ์ใต้   

……………………………………………………………………………………………

 

พ.ศ.2511  เราเข้า ม..1 โรงเรียนบ้านนาสาร

เราดูหนังโรงเป็นครั้งแรกเรื่อง “80 วันรอบโลก
หนังฉายตอนเที่ยง  เราวิงเวียนไปหมด  ดูหนังไม่รู้เรื่องเลย

มีหนังมาฉายเกี่ยวกับ :-

โตเกียวโอลิมปิก ในปี 2507 มี"ปรีดา จุลละมณฑล" นักปั่นน่องเหล็กดังมาก ไปแข่งขันด้วย 
ทำเป็นหนังเอามาฉาย  เราก็ได้ดู (มาฉายหลังจาก 2507 แล้วหลายปี)
มีหนังการชกของโผน  กิ่งเพชร แชมเปี้ยนโลกมวยสากลคนแรกของไทย
ทำเป็นหนังออกมาฉาย  เราก็เคยได้ดู

นอกจากโผน  ก็ยังมี ชาติชาย  เชี่ยวน้อย  อีกคน

 

หนังสือเล่มแรกๆ นอกชั้นเรียนที่นึกออก เช่น

ตอนเล็กๆ เราเคยเช่าอ่านหนังสือการ์ตูนชุด ไซอิ๋ว

ช่วงชั้นประถมปลายได้อ่าน ชัยพฤกษ์

สมัยนั้นมีหนังสือพิมพ์ชื่อ สารเสรี

ที่บ้านพี่ๆ รับนิตยสารบางกอก  เด็กๆ พลอยติดนิยายในนิตยสารนั้นด้วย

ช่วงมัธยมต้นได้อ่านพอกเก็ตบุคของ อาจินต์  ปัญจพรรค์ และเพื่อนๆ 
พวกเขาออกเรื่องสั้นเป็นชุดๆ เช่น โอเลี้ยงห้าแก้ว  เป็นต้น  และมีนิตยสารฟ้าเมืองไทย

ได้อ่านลูกกระทิง ของนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล


นักร้องดังตอนนั้นก็  ชรินทร์ นันทนาคร   สุเทพ วงศ์กำแหง    ธานินทร์ อินทรเทพ

และ สุรพล สมบัติเจริญ( ถูกยิงเสียชีวิต 16 สิงหาคม 2511 )

 

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน เรื่องเล่าสมัยกึ่งพุทธกาล คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s